โรคอัลไซเมอร์ จากฝันร้ายสู่..การดูแลและวิธีรักษา

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ เกิดจากโปรตีนเบต้าอะไมลอยมาเกาะติดกับเซลล์สมองจะส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆจนกว่าเซลล์นั้นตายไป ด้วยกระบวนการนี้เกิดขึ้นทั่วสมองแต่มักจะกระทบกับสมองที่เกี่ยวกับความจำเด่นชัดที่สุด โดยเฉพาะในระยะต้นๆ โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ยิ่งอายุมากยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น

อาการของโรคอัลไซเมอร์

ผู้ป่วยจะมีอาการนำมาด้วยปัญหาเรื่องความจำ โดยพบว่าสูญเสียความจำระยะสั้นก่อน ได้แก่ ลืมว่าเมื่อเช้าทานอาหารอะไร ลืมรับประทานยา ในระยะต่อมาจะเริ่มสูญเสียความสามารถด้านอื่นๆของสมอง ได้แก่ ด้านภาษาเช่นคิดคำไม่ออก พูดน้อยลง เสียทักษะที่เกี่ยวกับทิศทาง ขับรถหลงทาง อาจพบปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ เช่นชอบเดินออกจากบ้าน ใจร้อนหรือนิสัยก้าวร้าว เป็นต้น

อัลไซเมอร์

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์

แพทย์จะซักอาการจากญาติหรือผู้ดูแล ทดสอบความจำ และหน้าที่อื่นของสมองผู้ป่วย และทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI สมอง การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอาจมีผลต่อความจำเช่นฮอร์โมนไทรอยด์ ระดับวิตามินปี 12 เป็นต้น

การดูแลรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์

การรักษาด้วยการใช้ยา โดยเป็นยาที่ช่วยควบคุมอาการต่างๆให้น้อยลง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการทางพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ก้าวร้าวมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทางจิตเวชควบคู่กันไปด้วย การรักษาโดยไม่ใช้ยาเป็นการดูแลสมองและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย อาทิเช่น

  • ในผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเช่นการเดินวันละ 20 นาที 4 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้สมองสดชื่นและยืดระยะเวลาการดำเนินโรคได้
  • มีกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ออกไปนอกบ้านเป็นระยะระยะเพื่อพบปะผู้คนพูดคุยกับเพื่อนฝูงญาติพี่น้องคนอื่นๆนอกเหนือจากสมาชิกในบ้าน
  • ดูแลให้ผู้ป่วยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ เช่น ไม่ดื่มสารคาเฟอีนในช่วงเย็นหรือก่อนนอน ไม่ออกกำลังกายใกล้กับเวลานอน เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลา ปรับความสว่างในห้องนอนให้มืดพอดี
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะเลือดหนืด หรือเลือดข้น ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สมองไม่สดชื่น
ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์
Consoling elder man

การให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าอาการต่างๆนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากโรคที่ผู้ป่วยเป็น ไม่ใช่แกล้งทำ ดูแลด้วยความโอบอ้อมอารี หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการโต้เถียง แต่ควรพูดคุยในเรื่องที่ทำให้มีความสุข ผู้ดูแลต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองด้วย หากเครียดหรือรู้สึกแย่ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วจึงค่อยกลับมาทำหน้าที่ผู้ดูแลใหม่ ความเข้าใจโลกและเข้าใจผู้ป่วยนี้จะช่วยเปลี่ยนช่วงเวลาของฝันร้ายให้กลายเป็นความทรงจำที่ดีของครอบครัวได้ไม่ยาก