4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “โรคซึมเศร้า” ที่คนรอบข้างต้องเข้าใจใหม่

โรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางคนตอบสนองต่อยาดีถึงดีมาก การที่ได้ยาต้านอารมณ์เศร้าในขนาดที่ถูกต้องแล้วมีอาการดีขึ้นได้ภายในเวลา 1-2 เดือน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่สามารถทํางานได้ และเคยฆ่าตัวตาย ไปแล้ว 1-2 ครั้ง เมื่อถามผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแล้วว่าก่อนรักษารู้สึกอย่างไร ยังจําได้ หรือเปล่า ผู้ป่วยทุกคนจะตอบว่าจําได้ และรู้สึกแปลกใจที่ตนเองเป็น เช่นนั้น ถึงวันนี้ทํางานได้ และไม่คิดฆ่าตัวตายอีกแล้ว

ความเศร้านั้นคืบคลานเข้ามาเอง เหมือนปีศาจร้ายในยามค่ําคืน ดูดเอาพลังของร่างกายและจิตใจไปได้พร้อม ๆ กัน ผู้ป่วยตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกไม่อยากลุกจากที่นอน และไม่มีเรี่ยวแรงของกล้ามเนื้อที่จะลุกจากที่นอนด้วย เขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ มิได้แกล้งทํา

ทุกครั้งที่ผู้ป่วยอาการดีขึ้นก็ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจในความประหลาดของโรคนี้ และยอมรับว่า บางครั้งก็คิดเหมือนที่สาธารณชนคิด นั่นคือโรคนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า ทั้งที่คําตอบควรจะชัดเจนนั่นคือ “มีจริง” ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยยังคงวนเวียนกับเรื่องต่อไปนี้

กังวล

ข้อแรก ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถสลัดความเศร้าทิ้งได้ด้วยตนเอง หากเป็นอารมณ์เศร้าที่มิใช่ “โรค” ซึมเศร้า เราสามารถสลัดมันทิ้งได้เหมือนถอดเสื้อผ้าจริง ด้วยการออกกําลังกาย ทําใจ หรือปล่อย วาง อยู่ที่จะถอดเร็วหรือถอดช้าแต่ก็ถอดได้ ที่เราพูดกันอยู่นี้คือ “โรค” ซึ่งมิเพียงทําให้ผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้า แต่รบกวนสมาธิในการ ทํางานอย่างรุนแรง รบกวนการนอนอย่างรุนแรง และคิดตายไปจนถึงลงมือฆ่าตัวตายซ้ํา ๆ เหล่านี้เกิดจากสารเคมีในระบบประสาท สวนกลางเสียสมดุลเป็นเรื่องทางชีววิทยาที่มากถึงระดับผู้ป่วยไม่สามารถหายเองได้ ความเข้าใจผิดนี้มักทําให้ผู้ป่วยรอไม่ไปพบแพทย์ และปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้นทุกวัน

เศร้า

ข้อสอง คิดบวกช่วยได้ คําแนะนําที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักได้รับคือคิดบวกไว้สิ อย่ามอง อะไร ๆ ในแง่ลบ คําอุปมาที่ได้ยินเสมอคือน้ํามีอยู่ครึ่งแก้ว หัดพูดว่ายังดีนะที่มีน้ําเหลือตั้งครึ่งแก้ว
การคิดบวกและการพูดบวกเป็นเรื่องดีในตัวเอง แต่ไม่มากพอที่ จะช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ อีกครั้งหนึ่ง เรากําลังพูดถึง “โรค” ซึมเศร้า และการคิดบวกไม่สามารถดึงเขาออกมาได้ ผู้ป่วย โรคซึมเศร้ามักคิดลบจริง มองตนเอง สิ่งแวดล้อม และอนาคต ในแง่ลบอยู่เสมอ มุมมองเช่นนี้มิได้เกิดจากการเลี้ยงดูดังที่เคย เข้าใจ แต่เกิดจากการขาดความยืดหยุ่นในวิธีคิด (loss of Cognitive flexibility) อันเป็นรอยโรคที่บริเวณสมองส่วน prefrontal cortex

ครอบครัว

ข้อสาม ชีวิตสมบูรณ์พร้อมทําไมต้องเศร้า คนรอบข้างมักปลอบใจผู้ป่วยโดยใช้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม เช่น คู่สมรสก็เรียบร้อย ลูก ๆ ก็เรียบร้อย พ่อแม่ก็ไม่กวนใจ การงานและเงินทองก็มี ทําไมต้องเศร้าด้วย คนเราจะเศร้า ก็ต้องมีเหตุผลสิ แต่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถเศร้าได้เองโดยไม่มีเหตุผล และ หลายครั้งสามารถรู้สึกผิดและโทษตนเองได้โดยไม่มีเหตุผล ด้วย ความเศร้านั้นคืบคลานเข้ามาเองเหมือนปีศาจร้ายใน ยามค่ําคืน ดูดเอาพลังของร่างกายและจิตใจไปได้พร้อม ๆ กัน ผู้ป่วยตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกไม่อยากลุกจากที่นอน และ ไม่มีเรี่ยวแรงของกล้ามเนื้อที่จะลุกจากที่นอนด้วย เขาเป็น เช่นนั้นจริง ๆ มิได้แกล้งทํา มากกว่านี้คือดูดเอาวิธีคิดที่เป็น เหตุเป็นผลไป จึงสามารถเศร้าได้ทั้งที่ตื่นขึ้นมาบนที่นอนหรู ในห้องปรับอากาศหรือแม้กระทั่งบนกองเงินกองทองก็ตาม

จิตใจเข้มแข็ง

ข้อสี่ อย่าอ่อนแอ ทําจิตใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ข้อสุดท้ายนี้น่าจะเป็นความเข้าใจผิดมากที่สุดที่สาธารณชนมีต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กล่าวคือโรคนี้เกิดจากความอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ไม่สู้ชีวิต ซึ่งไม่จริง โรคซึมเศร้าเกิดจาก การเสียสมดุลของสารเคมีในระบบประสาทส่วนกลาง และมักเกิดจากการถ่ายทอดทาง พันธุกรรมร่วมกับการพบปัจจัยกระตุ้นบางประการ หลังจากที่เกิดขึ้นแล้ว จะเข้มแข็ง เร็อออนแอมิใช่ประเด็นอีกต่อไป ในทางตรงข้ามผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทุกคนเข้มแข็งมาก อยู่แล้วในทุกวัน ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใช้พลังมากในการเปิดเปลือกตายามเช้าเพื่อพบว่าโลกไม่สดใสและ ตนเองไร้ค่าไม่มีเรี่ยวแรงจะยันตัวลุกขึ้นไปแปรงฟัน อาบน้ํา กินข้าว และแต่งตัวไปเรียน 32นังสือหรือทํางาน แต่ทั้งที่ไม่มีแรงนั้นเองพวกเขาก็ยังสามารถทําได้ นี่คือความเข้มแข็ง ระดับหนึ่ง ปรียบเสมือนยกก้อนหินออกจากอกแล้วลุกขึ้นต้านแรงดึงดูดโลกไปทํางาน

โรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องใช้ความเข้มแข็งมาก ในการเผชิญหน้าผู้คน เริ่มตั้งแต่สมาชิกอื่น ในบ้านตัวเอง ก่อนออกไปพบเพื่อน เจ้านาย ลูกน้อง พวกเขาทํางานได้แต่ด้วยสมรรถนะ ที่ลดลง อยากนอนแต่ก็ฝืนไว้ไม่นอน ทํางาน ต่อไป ต้องอดทนกับคําพูดปลอบใจที่ไม่ช่วย อะไรไปจนถึงคําติฉินนินทาจากผู้ที่พร้อมจะซ้ำเติม เหล่านี้มีแต่ความเข้มแข็งที่ประคอง ชีวิตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้เดินอยู่ได้

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนอยากตายแต่ยังคง ความสามารถที่จะคิดถึงคนข้างหลังอยู่บ้าง จึงมีความเข้มแข็งที่จะไม่ทํา แต่ก็ต้องต่อสู้ กับความคิดนั้นอยู่เป็นระยะ ๆ บางครั้งคลื่น ความคิดฆ่าตัวตายก็สงบลงเอง แต่บางครั้ง ก็โหมกระหน่ําเป็นคลื่นลูกใหญ่ มีแต่ความเข้มแข็งระดับหนึ่งถึงยันคลื่นเอาไว้อยู่ อย่างไรก็ตามโรคซึมเศร้าและคลื่นความคิด ฆ่าตัวตายเป็นประเด็นทางชีววิทยา จิตใจหรือ ร่างกายที่เข้มแข็งมากเพียงใดก็ไม่สามารถเอาอยู่ เมื่อถึงวันที่ขนาดของคลื่นใหญ่โตมโหฬาร จนชัดทุกอย่างพังพินาศได้ คลื่นนั้นมีอยู่จริง ผู้ป่วยมิได้คิดไปเอง การประวิงเวลาไม่เข้าสู่ระบบการรักษาจึงก่อโศกนาฏกรรมได้