กระเจี๊ยบเขียว กับสรรพคุณประโยชน์และวิธีการใช้งาน

กระเจี๊ยบเขียว

ชื่อวงศ์กระเจี๊ยบเขียว : MALVACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abelmoschus esculentus (L.) Moench
ชื่อสามัญ : Lady’s finger, Okra.
ชื่อพื้นเมืองอื่น : มะเขือพม่า, มะเขือมน, มะเขือละโว้ (ภาค เหนือ) : กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบมอญ, มะเขือ ทวาย, มะเขือมอญ (ภาคกลาง) กระเจี๊ยบเขียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้พุ่ม – (EXS) ล้มลุก สูงประมาณ 1 – 2 เมตร ลําต้นและใบมีขนหยาบ

ใบกระเจี๊ยบเขียว – เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปฝ่ามือ ขอบ ใบหยักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม ใบทั้งสองด้านมีขนปกคลุม ใบมี สีเขียว

ดอกกระเจี๊ยบเขียว – เป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอด

ผลกระเจี๊ยบเขียว – เป็นผลแห้งแตกได้ ลักษณะเป็นฝักรูปทรงยาวรีสีเขียว คล้ายกับนิ้วมือของสตรี (Lady’s finger) ฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตาม ยาว 5 เหลี่ยม และมีขนอ่อนๆ ปกคลุมทั่วฝัก

เมล็ด – มีเมล็ดสีขาวเรียงกันอยู่ภายในฝัก 5 แถว

ผล กระเจี๊ยบเขียว

นิเวศวิทยากระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียวมีถิ่นกําเนิดแถบแอฟริกาตะวันตก ประเทศซูดาน ปลูกได้ ในประเทศเขตร้อนทั่วไป เจริญเติบโตได้ดีในที่สภาพอากาศร้อนชื้น นิยมปลูกเป็นผักสวนครัว ปลูกมากในจังหวัดแถบภาคกลางและภาค ตะวันตก

การปลูกกระเจี๊ยบเขียวและขยายพันธุ์

กระเจี๊ยบเขียวชอบดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะ เมล็ด

สรรพคุณและคุณประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

ผลอ่อนกระเจี๊ยบเขียว – รสหวานเย็น จะมีสารเมือกลื่นพวกเพ็กติน (pectin) และกัม (guทา) ช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและลําไส้ ป้องกันแผล ในกระเพาะไม่ให้ลุกลาม บํารุงสมอง รักษาความดันโลหิตให้ปกติ เป็นยาระบาย และแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด

ผลแห้งกระเจี๊ยบเขียว – รสจืดเย็น บดเป็นยารับประทานแก้โรคกระเพาะอาหาร

วิธีการใช้สมุนไพร

  • แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด และเป็นยาระบาย โดยรับประทาน ผลกระเจี๊ยบอ่อนสดหรือลวกวันละ 3 – 5 ผล ติดต่อกันเป็นเวลา อย่างน้อย 2 อาทิตย์
  • รักษาโรคกระเพาะอาหาร โดยใช้ผลแห้งบดละเอียดเป็น ผงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วดื่มน้ําตามวันละ 3 – 4 ครั้ง อาการของโรคจะทุเลาลงและหาย

ข้อควรระวัง

เวลาต้มควรต้มให้สุกจริง เพราะหากไม่สุกจะเหม็นเขียว รับประทานแล้วจะเป็นอันตรายเกิดการเบื่อเมาได้